
สำหรับงานออกแบบ วัสดุปิดผิวไม่ใช่เพียงองค์ประกอบที่เติมเต็มความสวยงามให้กับพื้นที่ แต่เป็นรายละเอียดที่ช่วยกำหนดอารมณ์ บรรยากาศ และประสบการณ์ของผู้ใช้งานในทุกสัมผัส
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา EDL Laminates ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุปิดผิว ได้พัฒนานวัตกรรมวัสดุอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ลามิเนต Oversize ขนาด 3 เมตร ลามิเนตดัดโค้งได้ Compact Laminate ไปจนถึงพื้นผิวที่ถูกรังสรรค์ขึ้นราวกับงานศิลปะ ภายใต้แนวคิด Total Material Solution ที่เปิดโอกาสให้นักออกแบบสามารถสร้างสรรค์พื้นที่ได้อย่างไร้ข้อจำกัด ทั้งด้านฟังก์ชัน ความยืดหยุ่น และความสวยงาม
แต่สำหรับ EDL วัสดุที่ดีไม่ได้จบหน้าที่เพียงแค่สร้างพื้นที่ที่สวยงาม หากยังต้องได้รับการใช้งานอย่างคุ้มค่า และมีคุณค่าต่อไป แม้ภารกิจของพื้นที่จัดแสดงจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม
แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านพื้นที่จัดแสดงของ EDL ในงานสถาปนิก’69 ซึ่งได้รับการออกแบบโดย Looklen Architects และส่งเข้าร่วมการประเมินภายใต้โครงการ ASA100 Sustainable Goal ก่อนคว้ารางวัล ASA Green Pavilion Awards ระดับ Gold จากการออกแบบที่มองคุณค่าของวัสดุตลอดทั้งวงจรชีวิต ตั้งแต่การเลือกใช้ การจัดแสดง ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้งหลังงานสิ้นสุด

คุณอภินัยน์ โชติเศวตอนันต์ Director บริษัท อีดีแอล ลามิเนตส์ จำกัด กล่าวว่า สำหรับ EDL วัสดุทุกชิ้นล้วนผ่านกระบวนการผลิตที่ใช้ทั้งทรัพยากร เวลา และพลังงาน การออกแบบพื้นที่จัดแสดงจึงไม่ควรมองเพียงช่วงเวลาระหว่างจัดแสดง แต่ควรคิดต่อไปถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังวันปิดงานด้วย
“กว่าจะผลิตวัสดุแต่ละชิ้นขึ้นมาได้ต้องใช้ทั้งทรัพยากรและพลังงาน ถ้าพอจบงานแล้วต้องทิ้งก็น่าเสียดาย แต่ถ้ายังสามารถนำกลับมาใช้ต่อได้ อย่างน้อยก็ช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และช่วยลดผลกระทบด้านคาร์บอนได้ แม้จะเป็นเพียงเล็กน้อยก็ตาม”
คำพูดนี้สะท้อนมุมมองของ EDL ได้อย่างชัดเจน เพราะสำหรับแบรนด์ที่ทำงานกับวัสดุปิดผิวโดยตรง ความยั่งยืนไม่ได้เริ่มต้นจากการจัดการของเสียหลังใช้งานเท่านั้น แต่เริ่มจากการให้คุณค่ากับวัสดุตั้งแต่วันที่มันถูกผลิตขึ้นมา
เมื่อวัสดุทุกชิ้นผ่านการออกแบบและพัฒนาอย่างตั้งใจ การปล่อยให้มันกลายเป็นของเสียหลังถูกใช้งานเพียงไม่กี่วัน จึงไม่ใช่คำตอบที่ EDL เชื่อ
จาก Pain Point ของงาน Exhibition สู่แนวคิดที่ทำให้วัสดุกลับไปสร้างมูลค่าได้อีกครั้ง

เดิมที EDL ให้ความสำคัญกับแนวคิด Design for Reuse มาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทมีการนำองค์ประกอบบางส่วนของบูธกลับไปใช้ใหม่ เช่น เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวที่สามารถนำไปบริจาคให้สถานศึกษา โรงเรียน หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อนำกลับมาใช้งานต่อในปีถัดไป
อย่างไรก็ตาม วิธีการเดิมยังมีข้อจำกัด เพราะวัสดุบางส่วน โดยเฉพาะงานผนังหรือองค์ประกอบขนาดใหญ่ มักกลายเป็นของเสียหลังจบงาน แม้จะพยายามนำกลับมาใช้ต่อแล้วก็ตาม แต่สัดส่วนที่สามารถนำกลับมาใช้งานได้จริงยังไม่มากพอ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ EDL ได้ร่วมงานกับคุณต้น Looklen Architects ที่มองเห็น Pain Point ของงาน Exhibition ที่มักใช้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อสร้างพื้นที่จัดแสดงเพียงไม่กี่วัน ก่อนที่วัสดุจำนวนมากจะถูกทิ้งหลังงานสิ้นสุดลง
จากการพูดคุยร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายจึงตั้งคำถามใหม่กับบูธแสดงสินค้าในปีนี้ว่า หากวัสดุที่ถูกนำมาโชว์ภายในงานสามารถถอดกลับไปใช้ต่อได้ ไม่ใช่เพียงใช้ซ้ำในเชิงดัดแปลง แต่สามารถกลับไปจำหน่าย หรือนำไปทำตัวอย่างวัสดุสำหรับลูกค้าและนักออกแบบได้จริง จะเป็นไปได้หรือไม่
สำหรับ EDL คำถามนี้ตอบโจทย์อย่างมาก เพราะลามิเนตไม่ใช่เพียงวัสดุสำหรับตกแต่งบูธ แต่เป็นผลิตภัณฑ์หลักของแบรนด์ที่มีคุณค่าในตัวเอง หากสามารถถอดออกมาในสภาพสมบูรณ์หลังจบงาน วัสดุเหล่านี้ก็ยังสามารถเดินทางต่อไปในระบบการใช้งานจริงได้
จากเดิมที่การนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่อาจทำได้เพียงบางส่วน ปีนี้ EDL จึงก้าวไปอีกขั้น ด้วยการออกแบบบูธให้ลามิเนตจำนวนมากสามารถถอดกลับมาเป็นแผ่นสมบูรณ์ และนำกลับไปจำหน่ายได้ ขณะที่บางส่วนที่ไม่สมบูรณ์ก็ยังสามารถนำไปตัดเป็นแผ่นตัวอย่างขนาด A4 หรือ A5 เพื่อส่งให้ลูกค้า นักออกแบบ และสำนักงานออกแบบใช้ประกอบการเลือกวัสดุในโครงการต่าง ๆ ต่อไป
ทุกชิ้นส่วนถูกคิดเผื่อไว้สำหรับวันหลังจบงาน

ภายในงานสถาปนิก’69 EDL และ Panaplast นำเสนอแนวคิด Total Material Solution ผ่านวัสดุปิดผิวหลากหลายรูปแบบ ทั้งลามิเนต Oversize ลามิเนตดัดโค้งได้ และพื้นผิวที่ได้รับการออกแบบราวกับงานศิลปะ เพื่อให้นักออกแบบสามารถสร้างสรรค์พื้นที่ได้อย่างอิสระ พร้อมตอบโจทย์การใช้งานจริงในหลากหลายประเภทโครงการ
สำหรับ EDL แนวคิด Total Material Solution ไม่ได้หมายถึงการมีวัสดุที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์นักออกแบบเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมองวัสดุแต่ละชิ้นตลอดวงจรการใช้งาน ตั้งแต่การเลือกใช้ การติดตั้ง ไปจนถึงการวางแผนให้วัสดุเหล่านั้นสามารถสร้างคุณค่าต่อได้หลังงานสิ้นสุด
เบื้องหลังพื้นที่จัดแสดงที่ผู้เข้าชมได้สัมผัส จึงไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอศักยภาพของวัสดุปิดผิว แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่า วัสดุที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดี ก็สามารถถูกใช้อย่างรับผิดชอบได้เช่นเดียวกัน
แผ่นลามิเนตที่ใช้ภายในบูธถูกออกแบบให้สามารถถอดออกเพื่อนำกลับไปใช้งานต่อ ขณะที่โครงสร้างเหล็กซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของพื้นที่จัดแสดง ก็สามารถนำไปจัดเก็บ ตัดแต่ง หรือดัดแปลงเป็นโครงสร้างสำหรับงานอื่นได้ในอนาคต
สิ่งที่ EDL ให้ความสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรื้อบูธหลังจบงาน แต่คือการวางแผนตั้งแต่ต้นว่า วัสดุแต่ละชิ้นจะเดินทางต่ออย่างไรหลังภารกิจของพื้นที่จัดแสดงสิ้นสุดลง เพราะเมื่อการออกแบบคิดเผื่อไปถึงปลายทาง คุณค่าของวัสดุก็ไม่จำเป็นต้องสิ้นสุดลงพร้อมกับบูธที่ถูกรื้อถอน
เมื่อดีไซเนอร์มองเห็นศักยภาพใหม่ของวัสดุ
การทำงานร่วมกับ Looklen Architects ยังช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้กับ EDL ในฐานะแบรนด์ที่อยู่กับวัสดุของตัวเองทุกวัน
คุณอภินัยน์เล่าว่า EDL รู้คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์เป็นอย่างดี แต่เมื่อวัสดุเหล่านั้นถูกมองผ่านสายตาของดีไซเนอร์ ก็เกิดการตั้งคำถามใหม่ ๆ ที่ท้าทายข้อจำกัดเดิมของวัสดุ โดยเฉพาะการนำลามิเนตมาดัดโค้งและติดตั้งด้วยวิธีที่เรียบง่ายกว่าที่คาดไว้
แทนที่จะต้องยึดติดด้วยกาวหรือระบบล็อกที่ซับซ้อนทั้งหมด ดีไซเนอร์เลือกทดลองวิธีการยึดที่เรียบง่าย แต่ยังสามารถทำให้วัสดุคงรูปและสร้างเอฟเฟกต์ทางพื้นที่ได้อย่างน่าสนใจ แนวทางนี้สะท้อนให้เห็นว่า วัสดุหนึ่งชิ้นอาจมีศักยภาพมากกว่าที่แบรนด์หรือผู้ใช้งานคุ้นเคย หากได้รับการตีความใหม่ผ่านกระบวนการออกแบบ
หนึ่งในองค์ประกอบที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมคือชิ้นงานลักษณะ Chandelier หรือวัสดุที่แขวนตัวลงมาคล้ายโคมแสงและฝ้า ซึ่งสร้างความแปลกใหม่ให้กับบูธ EDL อย่างชัดเจน หลายคนที่เดินเข้ามาต่างตั้งคำถามว่า วัสดุนี้คืออะไร และทำไมลามิเนตจึงสามารถสร้างรูปแบบเช่นนี้ได้
ผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้บูธไม่ได้ทำหน้าที่เพียงจัดแสดงสินค้า แต่ยังเป็นพื้นที่ที่เล่าเรื่องวัสดุใหม่อีกครั้ง ผ่านมุมมองการออกแบบที่ทำให้ผู้ชมเห็นศักยภาพของลามิเนตในรูปแบบที่แตกต่างออกไป
ความยั่งยืนที่ต้องอาศัยความเข้าใจของทุกฝ่าย

แม้แนวคิด Sustainable Booth จะฟังดูเรียบง่าย แต่การทำให้เกิดขึ้นจริงต้องอาศัยความเข้าใจร่วมกันจากหลายฝ่าย ทั้งเจ้าของแบรนด์ ผู้ออกแบบ และผู้รับเหมา
สำหรับ EDL หนึ่งในความท้าทายของการก่อสร้างบูธลักษณะนี้คือการสื่อสารกับผู้รับเหมาให้เข้าใจกระบวนการทำงานที่แตกต่างจากงานบูธทั่วไป เพราะจากเดิมที่การติดตั้งอาจมุ่งไปที่ความเรียบร้อยและความสมบูรณ์ของผิวงานเป็นหลัก ครั้งนี้ทุกฝ่ายต้องคิดเพิ่มว่า วัสดุที่ติดตั้งลงไปจะต้องถอดออกมาได้ เก็บกลับมาได้ และนำไปใช้ต่อได้จริง
กระบวนการดังกล่าวอาจใช้เวลามากขึ้นเล็กน้อย เพราะต้องเพิ่มขั้นตอนการทำความเข้าใจและวางแผนร่วมกัน แต่ไม่ได้เป็นเรื่องยากเกินไป หากทุกฝ่ายเห็นเป้าหมายเดียวกันตั้งแต่ต้น
สิ่งนี้ทำให้แนวคิด Sustainability ในงาน Exhibition ไม่ได้เป็นเพียงโจทย์ของผู้ออกแบบ แต่เป็นกระบวนการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย ตั้งแต่เจ้าของแบรนด์ ดีไซเนอร์ ไปจนถึงทีมก่อสร้างหน้างาน
Value ที่กลับคืนมา มากกว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ บูธที่คำนึงถึงความยั่งยืนไม่ได้จำเป็นต้องมีต้นทุนสูงกว่าบูธทั่วไปเสมอไป ในกรณีของ EDL ต้นทุนโดยรวมของบูธยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับการทำบูธปกติ แต่สิ่งที่แตกต่างคือ “มูลค่า” ที่สามารถนำกลับมาใช้ต่อได้หลังจบงาน
หากในอดีตวัสดุที่ใช้กับบูธอาจสูญเสียไปเกือบทั้งหมด ปีนี้วัสดุจำนวนมากถูกออกแบบให้กลับมาใช้งานต่อได้ ไม่ว่าจะในรูปแบบการจำหน่าย การจัดเก็บ การตัดเป็นตัวอย่าง หรือการปรับใช้เป็นโครงสร้างใหม่ ดังนั้น ความคุ้มค่าของบูธจึงไม่ได้วัดจากต้นทุนการก่อสร้างเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองไปถึงคุณค่าที่วัสดุสามารถสร้างต่อได้หลังจากงานสิ้นสุดลง
ยืดอายุของวัสดุ คืออีกหนึ่งความหมายของความยั่งยืน
หลายครั้งเมื่อพูดถึง Sustainable Exhibition ผู้คนมักนึกถึงการลดขยะ การใช้วัสดุรีไซเคิล หรือการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
แต่ในมุมมองของ EDL ความยั่งยืนอาจเริ่มต้นจากสิ่งที่เรียบง่ายกว่านั้น นั่นคือการตั้งคำถามตั้งแต่แรกว่า หลังจบงานแล้ว วัสดุจะไปไหน
เพียงแค่ผู้แสดงสินค้าเริ่มคิดจากคำถามนี้ ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลงแล้ว เพราะทุกแบรนด์อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการทำได้ 100% ทันที หากเริ่มจาก 10% หรือ 20% แล้วทุกคนช่วยกัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็สามารถสร้าง Impact ให้กับภาพรวมของวงการ Exhibition ได้
การได้รับรางวัล ASA Green Pavilion Awards ระดับ Gold จึงไม่ใช่ความสำเร็จของ EDL เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของความร่วมมือระหว่างแบรนด์ ผู้ออกแบบ ผู้จัดงาน และทุกฝ่ายที่ช่วยผลักดันให้แนวคิดด้านความยั่งยืนเกิดขึ้นจริงในงานแสดงสินค้า
ในมุมมองของ EDL การมีเวทีอย่าง ASA100 Sustainable Goal ยังช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้แสดงสินค้าเริ่มกล้าคิดและกล้าทำมากขึ้น จากแบรนด์ที่ทำอยู่แล้วก็อาจต่อยอดไปให้ไกลขึ้น ขณะที่แบรนด์ที่ยังไม่เคยเริ่ม ก็อาจเริ่มต้นจากก้าวเล็ก ๆ ได้เช่นกัน
เพราะสำหรับ EDL ความสวยงามของพื้นผิวไม่ควรจบลงพร้อมวันปิดงาน เช่นเดียวกับคุณค่าของวัสดุที่ไม่ควรสิ้นสุดลงเพียงเพราะภารกิจของพื้นที่จัดแสดงได้เสร็จสิ้นแล้ว
เพราะเมื่อวัสดุหนึ่งชิ้นได้รับโอกาสในการสร้างประโยชน์อีกครั้ง ความยั่งยืนก็ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดของการออกแบบ แต่กลายเป็นคุณค่าที่ถูกส่งต่อผ่านวัสดุชิ้นเดิม…ครั้งแล้วครั้งเล่า
จองพื้นที่งานสถาปนิก’70 ได้แล้ววันนี้: https://architectexpo.com/th/space-reservation/