
ปราณสถาน – พื้นที่ Thematic Pavilion ที่จะกลายเป็น Spiritual Space นำคุณเข้าสู่สภาวะสงบนิ่งผ่านการกำหนดลมปราณ พร้อมรวมสติสะท้อนตัวตนในแบบของพุทธศาสนา ผ่านงานสถาปัตยกรรม ที่ประสานขั้นตอนการออกแบบและก่อสร้างโดยการใช้เทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) มาเป็นเครื่องมือ รอให้ทุกคนได้สัมผัส
ในงานสถาปนิก’69 ครั้งนี้ คุณต้น-บดินทร์ พลางกูร Founder ของ Context Studio ได้กลับมาอีกครั้งในฐานะหนึ่งในนักออกแบบ Thematic Pavilion โดยจับมือกับแบรนด์ INTO SPEC SMARTMATT นำเอาวัสดุไม้สังเคราะห์ SPC กว่า 1625 ชิ้น มาใช้เป็นวัสดุหลักในการพลิกโฉมสเปซ ให้กลายเป็นผลงานการออกแบบพาวิลเลียนแห่งการรวบรวมสติ สะท้อนจิตใจและสิ่งรอบข้าง ผ่านการกำหนดลมหายใจ เข้า-ออก อย่างมีนัยยะสำคัญ

(คุณต้น บดินทร์ พลางกูร, Founder of Context Studio)
ในบทสัมภาษณ์นี้ เราอยากชวนคุณต้นพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นและถามถึงที่มาของแรงบันดาลใจหลักในการออกแบบ
“หายใจเข้า…….หายใจออก…….พุทธ โธ…….พุทธ โธ”
ในปัจจุบัน สถานการณ์รอบตัวของเรา รวมถึงเทคโนโลยีที่เติบโตเร็วกว่าแต่ก่อนมาก อาจเป็นตัวแปรที่ทำให้เรารู้สึกปรับตัวไม่ทัน ก่อให้เกิดความกังวลภายในจิตใจได้ คุณต้นเล่าว่า ตามหลักของพุทธศาสนา สถานะสูงสุดของจิตใจ คือความสงบนิ่ง รับรู้แต่ไม่อ่อนไหว โดยวิธีการรวมสติที่ชาวพุทธศาสนิกชนได้ปฎิบัติกันมาตั้งแต่ยุคโบราณ คือ “การกำหนดลมหายใจ”
วิธีหนึ่งที่สามารถทำให้เราก้าวผ่านสถานการณ์เหล่านี้ไปได้ คือการมีสติรับรู้ พร้อมปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และนั่นคือสิ่งที่คุณต้นอยากจะนำเสนอผ่านการออกแบบพื้นที่ Thematic Pavilion “ปราณสถาน” แห่งนี้
จากจุดเริ่มต้นของไอเดียพื้นที่รวมสติ ด้วยการกำหนดลมปราณ สู่พาวิลเลียนที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือ
“แรกเห็นเป็นต้องมอง เมื่อลองเข้ามาเป็นต้องหยุดนิ่ง” นี่คือความรู้สึกที่ผู้เข้าชมจะได้สัมผัส เมื่อได้มาชม “ปราณสถาน”
พาวิลเลียนที่หากมองจากภายนอก จะพบกับรูปทรงที่ดูลื่นไหล อ่อนช้อย แต่เมื่อเดินเข้ามาดูใกล้ๆ ความอ่อนช้อยนั้น เกิดจากการนำวัสดุไม้สังเคราะห์ SPC จากแบรนด์ INTO SPEC SMARTMATT มาเรียงกันโดยเว้นระยะห่างเท่า ๆ กัน พร้อมกับค่อย ๆ ปรับองศา ขยับแต่ละมุมอย่างละเอียดละออ สร้างความสงสัยกับเราเป็นอย่างมากว่าผลงานการออกแบบที่มีความ Advance ขนาดนี้ ผ่านวิธีคิดและใช้วิธีสร้างอย่างไร?

(ปราณสถาน)
วันนี้คุณต้นมาพร้อมกับคำอธิบายที่จะมาคลายข้อสงสัย พร้อมสร้างสแตนดาร์ดใหม่ให้กับงานสถาปนิก
“Key คอนเซปต์หลักคือการกำหนดลมหายใจ ผมมองเป้าหมายแรกของสเปซนี้ให้เป็นพื้นที่ของการรวมสติ คือมันอาจฟังดูเป็นเรื่องนามธรรม จับต้องได้ยาก แต่จริง ๆ แล้ว จิตใจมนุษย์ไม่ได้เข้าใจยากขนาดนั้น”
1. ตัวช่วยในการถอดรหัสจิตใจ
“ปัจจุบัน สถานะจิตใจและอารมณ์ของมนุษย์ไม่ใช่เรื่องปริศนาอีกต่อไป แต่สามารถจับต้องและถอดรหัสผ่านการใช้เทคโนโลยีได้
โดยปกติแล้ว สถานะจิตใจของมนุษย์ ณ ขณะนั้น ๆ จะพ่วงกับรูปแบบการหายใจ ซึ่งเราสามารถนำการหายใจนั้น มาเข้าสู่กระบวนการแปลให้เกิดเป็น “กราฟ” ที่ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าใจได้
สถานะจิตใจที่สงบ มีความเกี่ยวโยงกับแพทเทิร์นการหายใจอย่างมีนัยยะ ซึ่งผมมองว่า กราฟค่าลมหายใจนี้มีความน่าสนใจ และมันก็กลายเป็น Key element หลัก ที่ผมนำมาต่อยอดให้กลายเป็นฟอร์มของสเปซภายในและภายนอกในงานดีไซน์ครั้งนี้”

(เส้นสายที่มีแบบแผน แสดงค่าสภาวะจิตใจ ณ ขณะนั้นๆ)
กราฟที่คุณต้นนำมาใช้เป็นหลักของพาวิลเลียนนี้คือ กราฟลมหายใจเมื่อเข้าสู่สภาวะ “สติมา” กราฟจะมีลักษณะโค้ง ขึ้น-ลง และค่อย ๆ ขยายออก แสดงถึงการหายใจที่สูดเอาลมเข้า และ ปล่อยลมออก ที่ค่อย ๆ นานขึ้น จนท้ายที่สุด สามารถสูดเอาปริมาณลมเข้าสู่ปอดได้จนเต็มความจุ หรือเรียกว่าการหายใจแบบ “Full Lung Capacity” แสดงออกถึงการเข้าสู่สภาวะรับรู้ มีสติอย่างแท้จริง และหากลองสังเกตดี ๆ จะพบว่าพาวิลเลียนนี้เมื่อมองจากด้านข้าง จะมีลักษณะที่ล้อไปกับกราฟการหายใจขณะเกิด “สติ” ด้วย

(มุมข้างของ Pavilion)
2. องค์ประกอบของพาวิลเลียน = องค์ประกอบของการรวมสติ
สำหรับพาวิลเลียน “ปราณสถาน” เราแบ่งส่วนสำคัญออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ ตามวิธีการรวมสติ นั่นคือ
- อุโมงค์แห่งการรวบรวมสติ
- พื้นที่สำหรับเข้าใจสถานะปัจจุบันของตนและสภาพแวดล้อมรอบตัว
- ศูนย์กลางรวบรวมสมาธิสู่จุดสูงสุดของการมีสติสัมปชัญญะ
ขั้นตอนการออกแบบรูปทรงของพาวิลเลียนนี้ เริ่มต้นจากการแปลค่ากราฟการหายใจ ณ ขณะของการรวมสติ เกิดเป็นรูปทรงของเส้น Curve ที่เมื่อนำมา “สะท้อน” กัน จะเกิดเป็นเส้นสายหลัก ที่จะกลายเป็นแกนของเส้นทางอุโมงค์ทางเดิน เชื่อมกันเป็นแนวยาว โดยคุณต้นมองว่า การสะท้อนรูปทรงไปมาในพาวิลเลียน ก็เปรียบเปรยได้ถึงการ “สะท้อนตัวตน ความรู้สึก และการรับรู้” ไปพร้อม ๆ กัน

(การนำกราฟมาสะท้อนกันให้เกิดเป็นแกนอุโมงค์)
เส้นทางของอุโมงค์อันแรก ได้ถูกนำมาสะท้อนอีกครั้ง เกิดเป็นอุโมงค์ สองอันที่วางขนาบข้างกัน หรือ “Twin Tunnels” ส่วนนี้เองคือส่วนที่เรียกว่า “อุโมงค์แห่งการรวบรวมสติ”

(การนำอุโมงค์อันแรก มาสะท้อนอีกครั้ง เกิดเป็น Twin Tunnels )

(ภายในอุโมงค์ เชื่อมเข้าสู่โดม)
อุโมงค์ทั้งสองจะชี้นำผู้ชมเข้าสู่ “ศูนย์กลางรวบรวมสมาธิสู่จุดสูงสุดของการมีสติสัมปชัญญะ” ที่มีลักษณะเป็นโดมทรงกลมความสูง 6 เมตร
ตัวโดมเกิดจากการนำวัสดุไม้สังเคราะห์ SPC เรียงต่อกัน โดยใช้หลักการเดิม นั่นคือการ “สะท้อน” เกิดเป็นลวดลายของ Facade ที่สวยงาม ชวนให้รู้สึกต้องมนตร์ขลัง เหมือนได้เข้าไปอยู่ใน Holy Space

(ใจกลางของโดมคือพื้นที่ “ศูนย์กลางรวบรวมสมาธิสู่จุดสูงสุดของการมีสติสัมปชัญญะ” )

(หลักการ “สะท้อน” รูปทรง เกิดเป็นลวดลายของโดม )

(ลวดลายของโดมที่เกิดจากการเรียงตัวกันของไม้ SPC แบรนด์ SMARTMATT)
พื้นที่บริเวณอุโมงค์ จะค่อยๆ Transition เข้าสู่โดม ผ่านชิ้นส่วนทางสถาปัตยกรรมที่ถูกออกแบบมาให้เชื่อมต่อทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ เปรียบดั่งการค่อยๆเข้าสู่สภาวะสงบนิ่งทางใจ

(Transition Element ที่ถูกออกแบบมาให้เชื่อมทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน)
หากมองลงไปที่พื้นภายใต้บริเวณใจกลางโดม จะพบกับดีเทลรูปทรงของใบโพธิ์ ซึ่งมีอยู่ในสถาปัตยกรรมของชาวพุทธอย่างแพร่หลาย เป็นการแฝงแนวคิดของจุดตั้งต้นที่มาจากไอเดียของวิถีปฎิบัติทางพุทธศาสนาลงในงานสถาปัตยกรรมยุคปัจจุบันอย่างแนบเนียน

(การสร้างลวดลายของใบโพธิ์บริเวณพื้นใจกลางโดม)
บริเวณตรงกลางระหว่างอุโมงค์ทั้งสองท่อน คือ “พื้นที่สำหรับเข้าใจสถานะปัจจุบันของตนและสภาพแวดล้อมรอบตัว” คุณต้นให้ความหมายกับพื้นที่ตรงนี้ว่า อยากให้ผู้เข้าชมได้ใช้บริเวณนี้ในการหยุดเพื่อสำรวจพื้นที่ มองดูงานสถาปัตยกรรมที่แสดงออกถึงความประณีต
อีก Element สำคัญที่จะพบเจอได้เมื่อมองเข้าไปด้านในระหว่างอุโมงค์ทั้งสอง คือ “ไข่ทองคำ” ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางสเปซอย่างมีนัยยะ
พื้นผิวของไข่ที่มีลักษณะมันเงาดั่งกระจก หากมองเข้าไปด้านในจะเห็นภาพตนเอง และสิ่งแวดล้อมในมุมกว้าง เป็นสัญลักษณ์แห่งการสะท้อนตัวตนและสิ่งแวดล้อมที่คุณต้นอยากให้ผู้คนได้มาลองหยุดมอง

(ใจกลางระหว่างอุโมงค์ทั้งสอง “พื้นที่สำหรับเข้าใจสถานะปัจจุบันของตนและสภาพแวดล้อมรอบตัว”)

(แบบสเก็ตช์แรกของ “พื้นที่สำหรับเข้าใจสถานะปัจจุบันของตนและสภาพแวดล้อมรอบตัว” )
มาถึงตรงนี้ เราจะเห็นว่า ทุก Element ในงานดีไซน์ของคุณต้น ล้วนผ่านการคิดมาอย่างละเอียด ตั้งแต่คอนเซปต์ไปจนถึงการออกแบบสเปซที่แฝงไปด้วยความหมาย สอดแทรกวิถีปฎิบัติในแบบของชาวพุทธลงไปอย่างแนบเนียน รวมถึงวิธีการใช้วัสดุไม้สังเคราะห์ SPC เรียงต่อ ๆ กันไป จนเกิดเป็นพาวิลเลียนสุดอลังการ
แต่ความน่าสนใจของพาวิลเลียนนี้ไม่ได้มีเพียงแค่นั้น
จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ พาวิลเลียนแห่งนี้ เป็นงานสถาปัตยกรรมที่เกิดจากการเข้าควบคุมเทคโนโลยีแบบ 100%
3. Taking control of the Technology
ในทุก ๆ ส่วนของพาวิลเลียน คุณต้นใช้วิธีการสร้าง “โค้ด” ที่เชื่อมทุก Element ของสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกันให้เป็นหนึ่ง โดยรูปทรงพาวิลเลียน “ปราณสถาน” นั้น แท้จริงแล้ว เกิดมาจากการ “ป้อนเซ็ตข้อมูล” เพื่อให้โปรแกรม Generate รูปทรงออกมาแบบ 100%
ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นงานสถาปัตยกรรมที่สามารถปรับแต่ง ควบคุมรูปทรงได้อย่างอิสระ เปรียบดั่งการปรับแต่งพันธุกรรมของงาน Design ให้เข้ากับ Context ซึ่งวิธีนี้จะสามารถทำให้การก่อสร้างที่มีความซับซ้อน เป็นไปได้อย่างแม่นยำ และยังช่วยจัดการวางแผนขั้นตอนการรื้อถอนพาวิลเลียนได้อีก
รวมถึง วัสดุไม้สังเคราะห์ SPC ที่นำมาใช้ในการสร้างปราณสถานเหล่านี้ ได้ถูกระบายสีของ DNA เอาไว้ ซึ่งความพิเศษคือ หากเราทำการป้อนข้อมูลใหม่ให้กับโค้ดเซ็ตเดิม เพื่อสร้างเป็นพาวิลเลียนใหม่ ไม้ SPC เซ็ตที่ใช้สำหรับปราณสถาน จะสามารถนำกลับมาใช้ในการก่อสร้างใหม่ได้
เรียกได้ว่าพาวิลเลียนปราณสถานของแบรนด์ INTO SPEC SMARTMATT แห่งนี้ เป็นพื้นที่ที่ผสมผสานทั้งเทคโนโลยี เข้ากับหลักการรวมสติแบบพุทธศาสนาได้อย่างลงตัว

(แปลน DNA ของพาวิลเลียน “ปราณสถาน”)
สุดท้ายนี้ อยากให้คุณต้นกล่าวเชิญชวนให้มาชมหน่อย
“อยากเชิญชวนทุกเลยครับ ให้เข้ามาลองเดินชมพาวิลเลียน “ปราณสถาน”ของ INTO SPEC SMARTMATT ผมตั้งใจว่าอยากจะให้พาวิลเลียนนี้เป็นสถานที่จัดแสดงทั้งคอนเซปต์การรวมสติแบบพุทธ ไปพร้อม ๆ กับการแสดงนวัตกรรมก่อสร้างที่ใช้เทคโนโลยี / AI เป็นตัวช่วย อีกทั้งทุกส่วนของพาวิลเลียนนี้เกิดจากการนำเอาวัสดุไม้สังเคราะห์ SPC ของ INTO SPEC SMARTMATT ที่มีลักษณะเป็นแผ่นตรง ๆ มาเรียงกันให้เกิดรูปทรงโค้งมน”
“ผมอยากแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วย สิ่งนี้สามารถเป็นเครื่องมือที่ดีมาก ๆ เลยนะครับ หากเราใช้มันเป็นและปรับตัวให้เข้ากับมัน อยากเชิญทุกคนให้ลองมาสัมผัสประสบการณ์การรวมสติที่พาวิลเลียนนี้กันเยอะ ๆ ครับ”
มารวมสติพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันในงานสถาปนิก’69 : สติมา ปัญญา พร้อม(ท์) ระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 พร้อมกัน ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี