
เมื่อโลกเปลี่ยนไป โจทย์ของสถาปัตยกรรมก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ตั้งแต่ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม การเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ไปจนถึงการแข่งขันที่เปิดกว้างสู่ระดับนานาชาติ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าสถาปนิกจะออกแบบอะไรได้บ้าง แต่คือวิชาชีพจะปรับตัวและก้าวต่อไปอย่างไรในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ในวันที่วงการสถาปัตยกรรมต้องเผชิญกับโจทย์ใหม่ ๆ งานสถาปนิกจึงอาจต้องทำหน้าที่มากกว่าการเป็นพื้นที่จัดแสดงผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เทคโนโลยี และนวัตกรรม แต่ยังเป็นเวทีที่ช่วยเปิดมุมมอง ชี้ให้เห็นทิศทางของอุตสาหกรรม และสร้างโอกาสให้คนในวิชาชีพได้เตรียมพร้อมสำหรับอนาคต
หนึ่งในผู้ที่เข้ามาร่วมกำหนดทิศทางนี้คือ ดร.พร้อม อุดมเดช ประธานจัดงานสถาปนิก’70 ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหลักสูตรสถาปัตยกรรมสหวิทยาการนานาชาติ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ Executive Director ของบริษัท 47P Collaboration ด้วยบทบาทที่เชื่อมโยงทั้งแวดวงวิชาการและภาคอุตสาหกรรม เขาจึงมองเห็นความสำคัญของการพัฒนาวิชาชีพให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง และการสร้างพื้นที่ที่ช่วยให้คนในวงการมองไปข้างหน้าได้มากกว่าเดิม
แนวคิดที่เขาต้องการถ่ายทอดผ่านงานสถาปนิก’70 ครั้งนี้ คือ “Unheard Heights: สู่ระดับใหม่” ที่ชวนวงการสถาปัตยกรรมไทยสำรวจความเป็นไปได้ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น พร้อมทบทวนว่าเราจะก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ยกระดับศักยภาพของวิชาชีพ และเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่กำลังมาถึงได้อย่างไร
จากเวทีพบปะ สู่งานที่ชี้ทิศทางของวงการ
ตลอดที่ผ่านมา งานสถาปนิกเป็นพื้นที่ที่คนในวิชาชีพได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ ชมนิทรรศการและผลงาน ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการด้านสถาปัตยกรรมและก่อสร้างได้พบกับลูกค้า บทบาทเหล่านี้ยังคงมีความสำคัญทั้งต่อการพัฒนาวิชาชีพและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอุตสาหกรรม
แต่ในมุมมองของ ดร.พร้อม งานสถาปนิกในอนาคตควรก้าวไปไกลกว่าการเป็นจุดนัดพบของคนในวงการ และมีส่วนช่วยให้วิชาชีพมองเห็นความเปลี่ยนแปลงล่วงหน้า
“เราสามารถช่วยชี้เทรนด์ เป็นคนชี้ให้เห็นปัญหาต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมก่อสร้างและออกแบบสถาปัตยกรรม ทั้งในบ้านเราและต่างประเทศ”
และนี่คือจุดเชื่อมโยงกับชื่อธีม “Unheard Heights: สู่ระดับใหม่” ซึ่งชวนให้กลับมาคิดว่า หากวิธีการทำงานแบบเดิมอาจไม่เพียงพอสำหรับอนาคต แล้วระดับถัดไปที่วงการสถาปัตยกรรมควรมุ่งไปถึงนั้นจะเป็นอย่างไร
คำว่า Unheard สื่อถึงสิ่งที่ยังไม่เคยได้ยินหรือสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่วน Heights หมายถึงความสูง ซึ่งในบริบทนี้เปรียบได้กับระดับใหม่ของการทำงานและศักยภาพที่สูงขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งความขัดแย้งทางการเมือง สงคราม และภาวะโลกร้อน
การก้าวสู่ระดับใหม่จึงไม่ใช่เพียงการไปให้ไกลกว่าเดิม แต่คือการเตรียมพร้อมสำหรับโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้น และเปิดรับความเป็นไปได้ที่วงการอาจยังไม่เคยสำรวจมาก่อน
3 โจทย์สำคัญ ที่กำหนดระดับถัดไปของวิชาชีพ
เพื่อให้แนวคิดดังกล่าวเชื่อมโยงกับการทำงานจริง งานสถาปนิก’70 วางกรอบสำคัญไว้ 3 ด้าน ได้แก่ Sustainability and Well-being, Human-Digital and AI และ Regional Wisdom and International Practice ซึ่งสะท้อนทั้งความเปลี่ยนแปลงของโลกและทักษะที่สถาปนิกจำเป็นต้องพัฒนา
Sustainability and Well-being: ความยั่งยืนและคุณภาพชีวิต
ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดที่ปรากฏในงานออกแบบอีกต่อไป แต่ส่งผลต่อการทำงานจริง ตั้งแต่การเลือกวัสดุ กระบวนการออกแบบ ไปจนถึงข้อกำหนดและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาคาร สถาปนิกจึงต้องเข้าใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งาน เพื่อให้ผลงานตอบโจทย์ได้ทั้งในวันนี้และระยะยาว
Human-Digital and AI: มนุษย์ เทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์
เครื่องมือดิจิทัลและ AI กำลังเปิดโอกาสใหม่ให้กับกระบวนการออกแบบ ช่วยให้สถาปนิกศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอาคาร วัสดุ และสภาพแวดล้อมได้ลึกซึ้งขึ้น อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายถึงการพึ่งพาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือการเรียนรู้ว่าจะนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ร่วมกับความเข้าใจและการตัดสินใจของมนุษย์ได้อย่างเหมาะสมอย่างไร
Regional Wisdom and International Practice: ภูมิปัญญาท้องถิ่นและแนวทางปฏิบัติระดับนานาชาติ
การทำงานในโลกที่เชื่อมโยงกันมากขึ้นต้องอาศัยทั้งความเข้าใจในบริบทท้องถิ่นและความพร้อมในการทำงานระดับสากล สถาปนิกไทยจึงควรเห็นคุณค่าของภูมิปัญญา วัสดุ สถาปัตยกรรม และองค์ความรู้จากชุมชน พร้อมต่อยอดสิ่งเหล่านี้ด้วยวิธีคิดและมาตรฐานการทำงานที่เปิดรับความร่วมมือจากนานาประเทศ
ทั้งสามด้านไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่เชื่อมโยงไปสู่คำถามเดียวกันว่า สถาปนิกจะสร้างงานที่มีคุณภาพและมีความหมายได้อย่างไร ในโลกที่เงื่อนไขของการออกแบบเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
ก้าวข้ามช่องว่างระหว่างรุ่น เปิดทางสู่โอกาสใหม่
นอกจากการพัฒนาทักษะแล้ว อีกประเด็นที่ ดร.พร้อมให้ความสำคัญคือการเรียนรู้ระหว่างสถาปนิกรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ เพราะแต่ละรุ่นต่างมีองค์ความรู้ที่อีกฝ่ายสามารถนำไปต่อยอดได้
คนรุ่นใหม่อาจเข้าถึงข้อมูลและเครื่องมือดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว แต่ประสบการณ์จากการทำงานจริงยังเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาเรียนรู้ ขณะที่คนรุ่นก่อนมีประสบการณ์สะสมจากการทำงาน และสามารถเปิดรับแนวคิดหรือเครื่องมือใหม่จากคนรุ่นหลังได้เช่นกัน
“การเรียนรู้จากกันและกันน่าจะเป็นขั้นแรกที่ดีที่สุด ตามมาด้วยการเปิดใจรับองค์ความรู้ใหม่ ๆ และการพยายามหาโอกาสในการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ”
การเรียนรู้จึงไม่ควรหยุดอยู่แค่การถ่ายทอดความรู้ แต่ต้องนำไปสู่ความร่วมมือและโอกาสในการทำงานที่กว้างขึ้นด้วย เพราะในวันที่รูปแบบการทำงานเปลี่ยนไป สถาปนิกอาจต้องมองหาโอกาสจากอุตสาหกรรมอื่น ๆ และต่อยอดความสามารถของตนเองให้มากกว่าการรับงานออกแบบในรูปแบบที่คุ้นเคย
หนึ่งในแนวคิดที่ต้องการผลักดันผ่านงานสถาปนิก คือการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงผู้ที่ต้องการสถาปนิก
หรือนักออกแบบเข้ากับฐานข้อมูลสมาชิกของสมาคมสถาปนิกสยามฯ โดยอาจมีโซนภายในงานให้ผู้ว่าจ้างลงทะเบียนแจ้งรายละเอียดโครงการ ทั้งขนาดและลักษณะงาน เพื่อรวบรวมข้อมูลไว้บนบอร์ดหรือในฐานข้อมูลที่สถาปนิกสามารถเข้ามาค้นหาได้ แนวทางนี้จะช่วยให้ผู้ว่าจ้างมีช่องทางค้นหาผู้ประกอบวิชาชีพ และเพิ่มโอกาสให้สถาปนิกได้พบกับโครงการที่เหมาะสมกับความสามารถของตนเอง
เมื่อองค์ความรู้หลายด้านมาอยู่ในเรื่องเดียวกัน
อีกหนึ่งทิศทางของงานสถาปนิก’70 คือการรวมนิทรรศการของสมาคมสถาปนิกสยามฯ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปกติจัดแสดงแยกกัน ให้เชื่อมโยงเป็นพื้นที่เดียวกันมากขึ้น พร้อมจัดลำดับเนื้อหาให้ต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้เข้าชมได้รับองค์ความรู้จากทุกภาคส่วนอย่างครบถ้วน
ขณะเดียวกัน ยังมีความตั้งใจที่จะเชิญมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านสถาปัตยกรรมจากต่างประเทศ โดยตั้งเป้าไปถึงกลุ่ม 20 อันดับแรกของโลก เช่น Harvard, MIT และ UCL มาร่วมจัดแสดงผลงาน เพื่อให้นักศึกษาและอาจารย์ในไทยได้เห็นแนวทางการทำงานที่หลากหลาย และกลับมาทบทวนศักยภาพของตนเอง

“เราอยากลองเชิญมหาวิทยาลัยชั้นนำจากทั่วโลกมางานสถาปนิก โดยนำผลงานที่น่าสนใจมาจัดแสดงร่วมกับของเรา เพื่อให้นักศึกษาและอาจารย์ในประเทศได้เห็นว่าต่างประเทศกำลังทำอะไรอยู่ และเราเองก็อาจมีศักยภาพที่ก้าวนำในบางด้านได้เหมือนกัน”
นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังมีแนวทางผลักดันแอปพลิเคชันให้เป็นเครื่องมือสนับสนุนสมาชิกมากขึ้น โดยเชื่อมโยงบริการและข้อมูลไว้ในช่องทางเดียว ตั้งแต่การลงทะเบียนงาน การเชื่อมโยงข้อมูลผู้ว่าจ้างกับสมาชิก ไปจนถึงการค้นหาผู้แสดงสินค้า วัสดุก่อสร้าง และองค์ความรู้ต่าง ๆ เพื่อให้สมาชิกเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น
ยกระดับความยั่งยืน เริ่มจากการวัดผลของตัวเอง
ความยั่งยืนเป็นอีกหนึ่งทิศทางที่งานสถาปนิกต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการวางแนวทางเก็บข้อมูลตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบจากการจัดงาน ทั้งในแง่จำนวนผู้เข้าร่วมงานและการปล่อยคาร์บอนจากการจัดแสดงสินค้า ก่อนจะต่อยอดในปีนี้ด้วยเป้าหมายที่จะเก็บข้อมูลให้ครอบคลุมทุกส่วน ทั้งผู้เข้าร่วมงานและผู้แสดงสินค้าทุกบูธ เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์และใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนางานให้มีความยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต
สำหรับเป้าหมายระยะยาว ดร.พร้อมมองไปถึงการทำให้งานสถาปนิกเป็นงานแสดงด้านสถาปัตยกรรมที่ยั่งยืนที่สุดในโลก โดยตั้งความหวังว่า เมื่อสมาคมสถาปนิกสยามฯ ครบรอบ 100 ปี งานสถาปนิกอาจก้าวไปสู่การจัดงานแบบ Zero Carbon หรือ Carbon Negative ได้ แม้จะยังเป็นเป้าหมายที่ต้องอาศัยเวลา แต่การเริ่มต้นจากการเก็บข้อมูลและทำความเข้าใจผลกระทบอย่างรอบด้านในวันนี้ จะช่วยให้การวางแนวทางลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะต่อไปมีทิศทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ประตูบานเดียว ที่เปิดมุมมองได้หลายระดับ

สำหรับ ดร.พร้อม งานสถาปนิกควรเป็นพื้นที่ที่ผู้เข้าชมแต่ละกลุ่มสามารถค้นพบสิ่งที่มีความหมายต่อตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป สถาปนิกและนักออกแบบ หรือคนรุ่นใหม่ที่กำลังค้นหาเส้นทางในอนาคต เพราะแต่ละคนสามารถได้รับทั้งความรู้ แรงบันดาลใจ และมุมมองใหม่กลับไปจากงานเดียวกัน
สำหรับประชาชนทั่วไป งานนี้เป็นโอกาสให้ได้เห็นว่าวงการสถาปัตยกรรมไทยกำลังพัฒนาไปถึงจุดใด และมีศักยภาพมากเพียงใดในการสร้างสรรค์ผลงานที่ท้าทายยิ่งขึ้น ขณะที่สถาปนิกและนักออกแบบสามารถใช้เวทีนี้นำเสนอผลงาน เติมเต็มองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างเครือข่าย และต่อยอดไปสู่โอกาสในการทำงานใหม่ ๆ
ในส่วนของนิสิตและนักศึกษาด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบ ดร.พร้อมอยากให้พวกเขาได้มากกว่าการเดินชมผลงานจัดแสดง แต่ยังมีโอกาสเรียนรู้จากผลงานของสถาปนิกรุ่นพี่ ตลอดจนได้ขึ้นเวทีสัมมนาและเสวนาร่วมกับสถาปนิกระดับแนวหน้าของประเทศและระดับโลก เพื่อเปิดรับองค์ความรู้และประสบการณ์ที่อาจหาไม่ได้จากห้องเรียนเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน กลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาก็เป็นอีกกลุ่มที่เขาให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากข้อมูลด้านการศึกษาที่เขาติดตามสะท้อนว่า จำนวนผู้สมัครเรียนในสาขาสถาปัตยกรรมลดลงเกือบ 10% ต่อปี เขาจึงอยากให้งานสถาปนิกเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่มองเห็นว่าวงการนี้ยังมีความน่าสนใจ มีศักยภาพในการพัฒนา และเปิดโอกาสให้เติบโตไปได้อีกมาก หากแนวโน้มดังกล่าวดำเนินต่อไปในระยะยาว ก็อาจส่งผลต่อจำนวนบุคลากรที่จะเข้ามาขับเคลื่อนวงการสถาปัตยกรรมไทยในอนาคต
ท้ายที่สุด “Unheard Heights: สู่ระดับใหม่” จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการก้าวข้ามขีดจำกัดของวิชาชีพ แต่ยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนในวงการและคนรุ่นใหม่ได้มองเห็นความเป็นไปได้ที่หลากหลายขึ้น งานสถาปนิก’70 จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสของการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และค้นพบมุมมองใหม่ ๆ ที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับบุคคลและระดับวิชาชีพ
เพราะการก้าวไปสู่ระดับใหม่อาจเริ่มต้นจากการเปิดใจเรียนรู้สิ่งที่แตกต่าง มองเห็นศักยภาพที่ยังไม่เคยค้นพบ และนำสิ่งเหล่านั้นมาต่อยอดเป็นโอกาสใหม่ให้กับตัวเองและอนาคตของวงการสถาปัตยกรรมไทย
.