27 เม.ย. - 2 พ.ค. 2570 - อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์
28 เม.ย. - 3 พ.ค. - อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์
#architect’27

จระเข้เปลี่ยนพาวิลเลียนชั่วคราวให้มีชีวิตต่อ ผ่านแนวคิด Build Today Beyond Tomorrow

สำหรับงานแสดงสินค้า สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งคือการทุ่มทรัพยากรจำนวนมากเพื่อสร้างพื้นที่จัดแสดงที่งดงาม ดึงดูดผู้ชม และสะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดีที่สุดภายในระยะเวลาไม่กี่วัน ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกรื้อถอนและจบลงในฐานะ “ขยะก้อนใหญ่” หลังงานสิ้นสุดลง

แต่สำหรับจระเข้ คอร์ปอเรชั่น คำถามสำคัญไม่ได้อยู่เพียงแค่ว่า บูธจะสวยแค่ไหน หรือจะสื่อสารแบรนด์ได้ดีเพียงใด หากแต่อยู่ที่ว่า

“หลังจบงานแล้ว พาวิลเลียนนี้จะมีชีวิตต่อไปอย่างไร”

คำถามดังกล่าวกลายเป็นจุดตั้งต้นของพาวิลเลียนจระเข้ในงานสถาปนิก’69 ซึ่งได้รับรางวัล ASA Green Pavilion Awards ระดับ Silver ภายใต้โครงการ ASA100 Sustainable Goal จากการออกแบบที่ลดของเสียตั้งแต่ต้นทาง ใช้วัสดุอย่างมีความหมาย และวางแผนให้ทุกองค์ประกอบสามารถถูกถอดประกอบ แปรรูป และนำกลับไปใช้งานต่อได้จริง

เบื้องหลังพาวิลเลียนนี้ไม่ใช่เพียงการออกแบบบูธให้สอดคล้องกับแนวคิดความยั่งยืน แต่คือการนำวิธีคิดขององค์กรที่จระเข้ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง มาถ่ายทอดเป็นพื้นที่จัดแสดงที่จับต้องได้

Beyond Pain Point: จุดเริ่มต้นของนวัตกรรมที่คิดไกลกว่าปัญหา

ดร.จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เล่าว่า จระเข้เติบโตจากการเป็นผู้ผลิตนวัตกรรมก่อสร้าง ซ่อมแซม และตกแต่งครบวงจร โดยมีแนวทางสำคัญคือการมองหาปัญหาจากผู้ใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบ้าน ผู้รับเหมา วิศวกร นักออกแบบ หรือผู้พัฒนาโครงการ ก่อนนำ Pain Point เหล่านั้นมาต่อยอดเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้ไกลกว่าเดิม

“เราไม่ได้แค่ตอบ Pain Point แต่พยายามตอบให้ Beyond Pain Point”

ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนวิธีคิดนี้ได้ชัดเจนคือผลิตภัณฑ์กลุ่มกาวซีเมนต์ ซึ่งจระเข้เป็นหนึ่งในผู้นำตลาดอยู่แล้ว แต่เมื่อปัญหา PM 2.5 และฝุ่นจากงานก่อสร้างกลายเป็นประเด็นสำคัญมากขึ้น บริษัทจึงมองว่าวัสดุก่อสร้างเองก็เป็นหนึ่งในต้นทางที่ต้องรับผิดชอบ

จระเข้จึงพัฒนา Dustless Technology เพื่อลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นจากการใช้งาน โดยสามารถลดการฟุ้งกระจายได้ถึง 80% ซึ่งไม่ได้ส่งผลดีเฉพาะต่อผู้ใช้งานปลายทางเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมตั้งแต่พนักงานในโรงงาน ร้านค้า ผู้รับเหมา ไปจนถึงผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ก่อสร้าง

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนภาพใหญ่ของจระเข้ที่ไม่ได้มองความยั่งยืนเป็นเพียงกิจกรรม CSR (Corporate Social Responsibility) หรือแคมเปญทางการตลาดระยะสั้น แต่เป็นระบบคิดที่ต้องเชื่อมโยงตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต ผู้คน สิ่งแวดล้อม และสังคมเข้าด้วยกัน

เมื่อความยั่งยืนไม่ได้อยู่แค่ในสินค้า แต่อยู่ในทุกกระบวนการ

ดร.จิรัฏฐ์อธิบายว่า ความยั่งยืนของจระเข้ถูกวางอยู่บนกรอบการทำงานที่ครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ Jorakay Green Process, Jorakay Green Planet และ Jorakay Green People

Green Process คือการคิดตั้งแต่ขั้นตอนวิจัยและพัฒนา การผลิต ไปจนถึงการส่งมอบสินค้า

Green Planet คือการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดในทุกกระบวนการ

และ Green People คือการพัฒนาคน ทั้งภายในองค์กร ผู้ใช้งานมืออาชีพ เยาวชน และชุมชนรอบโรงงาน ให้เข้าใจเรื่องความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Green Pack บรรจุภัณฑ์ที่ช่วยลดการใช้พลาสติก และสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์เดิมได้ 49% แต่จระเข้ไม่ได้หยุดเพียงการลดผลกระทบจากฝั่งธุรกิจ บริษัทนำต้นทุนที่ลดได้มาตั้งเป็นกองทุน พร้อมสมทบเพิ่มเติมเพื่อนำไปปลูกป่าชายเลนร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมพื้นที่กว่า 60 ไร่ และดูแลต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี โดยมีการจ้างชุมชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแล

สำหรับจระเข้ นี่คือการมองความยั่งยืนแบบครบวงจร ไม่ใช่เพียงการลดสิ่งที่ทำลาย แต่ต้องสร้างสิ่งใหม่คืนกลับไปด้วย

พาวิลเลียนที่เริ่มจากโจทย์ว่า “ต้องไม่จบแค่ในงาน”

เมื่อมาถึงการออกแบบพาวิลเลียนในงานสถาปนิก’69 จระเข้จึงให้โจทย์กับทีมออกแบบอย่างชัดเจนว่า พื้นที่จัดแสดงนี้ต้องสะท้อนตัวตนของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน Circular Economy และแนวคิด Build Today Beyond Tomorrow

ครั้งนี้จระเข้ได้ร่วมงานกับ Integrated Field หรือ IF เป็นครั้งแรก โดยไม่ได้เริ่มจากการกำหนดรูปแบบบูธอย่างตายตัว แต่เริ่มจากการสื่อสารว่า จระเข้เป็นใคร ใส่ใจเรื่องอะไร และต้องการให้พาวิลเลียนนี้มีความหมายต่อไปหลังจบงานอย่างไร

จากโจทย์ดังกล่าว ทีมออกแบบจึงตีความพาวิลเลียนออกมาในรูปแบบ Modular Design ที่สามารถถอดประกอบได้ ลดการตัดต่อหน้างาน และลดความเสียหายระหว่างการรื้อถอน โดยทุกชิ้นส่วนถูกคิดล่วงหน้าว่าจะสามารถนำกลับไปใช้งานต่อได้ในรูปแบบใด

ดร.จิรัฏฐ์เล่าว่า สิ่งที่น่าประทับใจคือ ทีม IF ไม่ได้เริ่มจากการเลือกวัสดุใหม่ทันที แต่เข้าไปสำรวจที่โรงงานของจระเข้ก่อน เพื่อมองหาว่ามี Waste หรือวัสดุเหลือใช้ใดที่สามารถนำกลับมาใช้ได้บ้าง เมื่อไม่พบ Waste ในปริมาณที่เพียงพอต่อการก่อสร้างพาวิลเลียน ทีมจึงเลือกใช้ไม้สนจากป่าปลูก ซึ่งเป็นวัสดุที่สามารถทดแทนได้ และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำกว่าเมื่อเทียบกับหลายวัสดุ

นอกจากวัสดุโครงสร้างแล้ว สีที่ใช้ในพาวิลเลียนยังเป็นสีของจระเข้ในกลุ่ม Ecological ซึ่งผลิตจากวัสดุธรรมชาติ สามารถย่อยสลายและกลับคืนสู่ธรรมชาติได้ ต่างจากสีอะคริลิกทั่วไปที่อาจคงเหลือเป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อมหลังหมดอายุการใช้งาน

หนึ่งพันกว่าชิ้น สามรูปแบบ และการประกอบที่ลดของเสียตั้งแต่ต้นทาง

หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของพาวิลเลียนจระเข้คือการออกแบบชิ้นส่วน Modular จำนวนกว่าพันชิ้น โดยใช้รูปแบบหลักเพียง 3 แบบเท่านั้น แต่สามารถประกอบรวมกันจนกลายเป็นพื้นที่จัดแสดงขนาดใหญ่ที่สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน

สิ่งที่น่าสนใจคือพาวิลเลียนนี้ไม่ได้ยึดติดด้วยวิธีถาวรอย่างการตอกตะปูหรือการเชื่อมถาวร แต่เลือกใช้วิธีประกอบที่สามารถถอดออกได้ง่าย เพื่อลดความเสียหายของวัสดุเมื่อต้องรื้อถอน และเพื่อให้การติดตั้งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทีมออกแบบยังจัดทำคู่มือประกอบคล้ายตัวต่อเลโก้ พร้อม QR Code สำหรับดูวิธีการประกอบ ทำให้ทีมติดตั้งสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น ลดการตัดแต่งหน้างาน และช่วยให้กระบวนการก่อสร้างเกิดความสูญเสียน้อยที่สุด

ความเรียบร้อยของการติดตั้งในปีนี้แตกต่างจากภาพจำของงานก่อสร้างบูธทั่วไปอย่างชัดเจน เพราะส่วนใหญ่เป็นการประกอบชิ้นส่วนที่เตรียมมาอย่างแม่นยำ แทบไม่ต้องตัดต่อหรือแก้หน้างาน ทำให้กระบวนการทำงานรวดเร็ว สะอาด และลดของเสียได้จริง

ไม่ใช่ตัวจระเข้ แต่ทุกคนรู้สึกว่านี่คือจระเข้

ในด้านภาพลักษณ์ พาวิลเลียนจระเข้ปีนี้เลือกตีความแบรนด์ในมุมที่แตกต่างจากเดิม แทนที่จะใช้สัญลักษณ์ตรงไปตรงมาอย่างตัวจระเข้หรือเกล็ดจระเข้แบบที่ผ่านมา ทีมออกแบบเลือกถ่ายทอดความเป็นจระเข้ผ่านภาพของผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมก่อสร้าง ภายใต้แนวคิด Build Today Beyond Tomorrow

“ครั้งนี้ไม่มีอะไรเป็นตัวจระเข้เลย ไม่มีเกล็ดจระเข้ แต่ทุกคนที่เข้ามารู้สึกว่ามันคือจระเข้”

นี่คือความสำเร็จของการออกแบบที่ไม่ได้พึ่งพาสัญลักษณ์เดิมของแบรนด์ แต่สามารถสื่อสารตัวตนผ่านวัสดุ โครงสร้าง วิธีคิด และประสบการณ์ของพื้นที่ได้อย่างชัดเจน

จากพาวิลเลียน สู่เฟอร์นิเจอร์เพื่อสาธารณะ

หลังจบงาน ชิ้นส่วน Modular ของพาวิลเลียนจระเข้ไม่ได้ถูกทิ้ง แต่ถูกนำมาถอดประกอบและแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ เช่น โต๊ะและของใช้งานต่าง ๆ ก่อนส่งต่อเพื่อใช้ประโยชน์ในพื้นที่สาธารณะ โดยจระเข้ได้ประสานงานกับกรุงเทพมหานครเพื่อให้วัสดุเหล่านี้เกิดประโยชน์ต่อไป

สำหรับจระเข้ การจัดการหลังรื้อถอนไม่ใช่ขั้นตอนปลายทางที่ค่อยคิดหลังจบงาน แต่เป็นส่วนหนึ่งของโจทย์การออกแบบตั้งแต่วันแรก เพราะหากต้องการให้พาวิลเลียนมีชีวิตต่อ การออกแบบต้องเริ่มจากการคิดล่วงหน้าว่า แต่ละชิ้นส่วนจะถูกใช้งานต่ออย่างไร สูญเสียเท่าไร และสร้างคุณค่าใหม่ได้ในรูปแบบใด

แนวคิดนี้ไม่ใช่สิ่งที่จระเข้เพิ่งเริ่มทำในปีนี้ ดร.จิรัฏฐ์เล่าว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทพยายามนำโครงสร้างบูธกลับมาใช้ประโยชน์ต่ออยู่เสมอ เช่น นำโครงเหล็กไปประกอบเป็นเฟอร์นิเจอร์และบริจาคต่อ แต่ความแตกต่างของปีนี้คือการออกแบบ Modular ที่ช่วยลดความเสียหายและของเสียได้มากขึ้นอีกขั้น

Sustainable Booth ไม่จำเป็นต้องแพงขึ้น หากโจทย์ชัดตั้งแต่ต้น

เมื่อพูดถึงการออกแบบบูธที่ยั่งยืน หลายคนอาจกังวลว่าต้นทุนจะสูงกว่าการสร้างบูธทั่วไป แต่ในมุมมองของจระเข้ คำตอบคือ “ไม่เสมอไป”

ดร.จิรัฏฐ์เล่าว่า งบประมาณของพาวิลเลียนปีนี้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน และหากเทียบกับบางปีในอดีต ยังถือว่าประหยัดลงด้วยซ้ำ สิ่งสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มงบประมาณ แต่อยู่ที่การตั้งโจทย์ให้ชัดเจน และการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ที่เข้าใจแนวคิดเดียวกัน

เมื่อแบรนด์และทีมออกแบบมีเป้าหมายร่วมกันว่า พาวิลเลียนต้องลดของเสีย ถอดประกอบได้ และใช้งานต่อได้จริง กระบวนการออกแบบก็จะถูกขับเคลื่อนไปในทิศทางที่สร้างสรรค์กว่าเดิม

“ถ้าเราได้พาร์ตเนอร์ที่มีอารมณ์ร่วมกับโจทย์นี้ มันจะสนุก แล้วผลลัพธ์ก็จะต่อเนื่องไปถึงหลังจบงาน”

จากสร้าง–ใช้–ทิ้ง สู่สร้าง–ใช้–หมุนเวียน

สำหรับจระเข้ การเข้าร่วมโครงการ ASA100 Sustainable Goal ไม่ใช่เพียงการส่งพาวิลเลียนเข้ารับการประเมิน แต่เป็นการยืนยันแนวทางที่บริษัทให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือการเปลี่ยนวิธีคิดจาก “สร้าง ใช้ แล้วทิ้ง” ไปสู่ “สร้าง ใช้ และหมุนเวียนกลับมาใช้ต่อ”

ดร.จิรัฏฐ์เชื่อว่า หากผู้แสดงสินค้าทุกคนเริ่มตั้งโจทย์ตั้งแต่ต้นว่า พาวิลเลียนที่สร้างขึ้นจะต้องมีชีวิตต่อไปหลังจบงาน Sustainable Exhibition Design ก็สามารถเกิดขึ้นได้จริงในทุกบูธ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ขนาดใหญ่หรือเล็ก

“เราเลิกคิดว่ามันคือสร้างใช้ทิ้ง แล้วเปลี่ยนเป็นสร้าง ใช้ และวนกลับมายังไงให้มันมีอายุต่อ”

เขามองว่า จุดเริ่มต้นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การบอกดีไซเนอร์เพียงว่าอยากได้บูธที่แสดงความยั่งยืน หรืออยากได้รางวัล แต่ต้องเพิ่มโจทย์เข้าไปให้ชัดว่า พาวิลเลียนนี้จะต้องไปต่อได้ และไม่กลายเป็นขยะหลังจบงาน

เพราะเมื่อโจทย์เปลี่ยน วิธีคิดของการออกแบบก็จะเปลี่ยนตาม

และนี่คือสารสำคัญที่พาวิลเลียนจระเข้ในงานสถาปนิก’69 พยายามสื่อสารอย่างเป็นรูปธรรมว่า ความยั่งยืนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในผลิตภัณฑ์ หรือคำอธิบายบนป้ายประชาสัมพันธ์ แต่เกิดขึ้นได้ตั้งแต่การตั้งคำถามแรกของการออกแบบ

คำถามที่ว่า บูธหนึ่งบูธจะไม่จบลงในฐานะขยะได้อย่างไร

และจะถูกออกแบบให้มีชีวิตต่อไปได้อย่างไร หลังจากไฟในงานแสดงสินค้าดับลงแล้ว จองพื้นที่งานสถาปนิก’70 ได้แล้ววันนี้: https://architectexpo.com/th/space-reservation/

ป้ายกำกับ :
แชร์