
ในงาน Exhibition บูธไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำให้พื้นที่สวยขึ้น แต่ต้องรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายในพื้นที่นั้นจริง ทั้งการนัดพบลูกค้า การนำเสนอสินค้า การสาธิต การใช้ Multimedia และการสร้างความสนใจให้ผู้เข้าชมหยุดและเข้ามามีส่วนร่วม เพราะท้ายที่สุดแล้ว การออกบูธคือการลงทุนของแบรนด์ที่ต้องการผลลัพธ์กลับไปมากกว่าพื้นที่จัดแสดงหนึ่งพื้นที่

มุมมองนี้เป็นสิ่งที่ D-63 หรือ บริษัท ดี ซิกซ์ตี้ ทรี จำกัด ให้ความสำคัญมาตลอดกว่า 30 ปี ในฐานะ Service Provider ด้าน Event และ Exhibition โดยมี คุณศุภลักษ์ สุวัตถิ กรรมการผู้จัดการ เป็นผู้ให้มุมมองเกี่ยวกับแนวทางการทำงานของบริษัท ซึ่งนอกจากความสามารถด้านการผลิตและก่อสร้างแล้ว D-63 ยังให้ความสำคัญกับความเข้าใจในธุรกิจ MICE กิจกรรมภายในงาน และความต้องการของผู้ซื้อและผู้ขายที่เข้ามาพบกันในพื้นที่เดียวกัน
สิ่งที่ทำให้ D-63 มีแนวทางการทำงานเฉพาะตัว จึงไม่ใช่เพียงการสร้างบูธให้เสร็จตามเวลา แต่คือการเข้าใจว่าบูธหนึ่งบูธต้องทำหน้าที่อะไร และจะทำอย่างไรให้แนวคิดของลูกค้าและดีไซเนอร์ เกิดขึ้นได้จริงภายใต้ข้อจำกัดของเวลา วัสดุ งบประมาณ และความยั่งยืน
เข้าใจ Exhibition มากกว่าการสร้างบูธ

D-63 ทำงานอยู่ในธุรกิจ Event และ Exhibition มายาวนาน จึงไม่ได้มองโจทย์เพียงว่า “สร้างบูธอย่างไร” แต่ต้องมองต่อว่า เมื่อบูธสร้างเสร็จแล้ว พื้นที่นั้นจะถูกใช้งานอย่างไร
บางบูธต้องรองรับการนัดหมายและการพูดคุยทางธุรกิจ บางพื้นที่ต้องมีการสาธิตหรือใช้ Multimedia เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชม ความเข้าใจเหล่านี้ทำให้การก่อสร้างต้องสัมพันธ์กับกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นจริงภายในบูธตั้งแต่ต้น ไม่ใช่สร้างพื้นที่ให้เสร็จแล้วจึงค่อยคิดว่าจะนำไปใช้งานอย่างไร
นี่จึงเป็นหนึ่งในจุดแข็งของ D-63 ที่ไม่ได้มองเฉพาะการก่อสร้าง แต่เข้าใจบริบทของงานแสดงสินค้าและกิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายด้วย
อีกด้านหนึ่ง บริษัททำงานร่วมกับดีไซเนอร์มาอย่างต่อเนื่อง จึงคุ้นเคยกับกระบวนการพัฒนาแบบตั้งแต่ Render, Sketch และ Concept ไปจนถึงการหาวิธีทำให้แนวคิดเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ดีไซเนอร์จากหลากหลายสายงานเข้ามาทำงานใน Exhibition ไม่ว่าจะเป็น Graphic, Immersive, Retail หรือสาขาอื่น ๆ ซึ่งแต่ละคนมีความถนัดแตกต่างกัน
เมื่อแนวคิดหนึ่งเกิดขึ้นบนกระดาษ สิ่งที่ผู้รับเหมามีหน้าที่ช่วยต่อคือการดูว่าแนวคิดนั้นจะก่อสร้างอย่างไร ใช้วัสดุแบบไหน ใช้เวลาเท่าไร และต้องปรับรายละเอียดส่วนใดเพื่อให้ทำงานได้จริงในพื้นที่จัดแสดง
คุณศุภลักษ์จึงมองว่าผู้รับเหมาไม่ควรเป็นเพียงคนที่เข้ามารับแบบเมื่อทุกอย่างเสร็จแล้ว แต่ควรมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาแบบตั้งแต่ต้น เพื่อช่วยหาจุดสมดุลระหว่างความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นไปได้ในการก่อสร้าง งบประมาณ เวลา และความยั่งยืน และทำหน้าที่ในฐานะ “เพื่อนคู่คิด” ของนักออกแบบ
งานเร็ว งานดี งานถูก อาจไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน

สำหรับ D-63 ความท้าทายของการทำงาน Event และ Exhibition คือการบริหารโครงการให้หลายเงื่อนไขเดินไปด้วยกัน ทั้ง Cost, Safety, Quality และ Delivery เพราะแต่ละอย่างล้วนมีผลต่อกัน
บริษัทจึงมี Protocol การทำงานตั้งแต่ Project Manager, Project Coordinator ไปจนถึงทีม In-house Architect ที่เข้ามาช่วย Clear แบบ และทำงานด้าน Production Design ในกรณีที่แบบจากลูกค้าหรือดีไซเนอร์ยังต้องพัฒนาต่อให้เหมาะกับวิธีการผลิตจริง
ในมุมของต้นทุน D-63 มองว่าโครงสร้างต้นทุนของงานมีอยู่ 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ค่าวัสดุ ต้นทุนจากกระบวนการผลิตและการขนส่ง และต้นทุนแรงงาน ซึ่งแต่ละโครงการมีรายละเอียดแตกต่างกันไปตามรูปแบบของงาน
ค่าวัสดุขึ้นอยู่กับสิ่งที่เลือกใช้และรายละเอียดตามแบบ ขณะที่ต้นทุนกระบวนการผลิตจะเปลี่ยนไปตามความซับซ้อนของชิ้นงาน รวมถึงระยะทางและจำนวนขั้นตอนในการขนส่ง ส่วนต้นทุนแรงงานสัมพันธ์กับจำนวนคนและระยะเวลาที่ต้องใช้ในการทำงาน เพราะฉะนั้น การควบคุมต้นทุนจึงไม่ใช่แค่การหาของที่ราคาถูกกว่า แต่คือการบริหารกระบวนการทั้งหมดให้เหมาะสมกับโจทย์ของโครงการ
ในความเป็นจริง งานที่ “ดี เร็ว และถูก” อาจไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด การทำงานจึงต้องเริ่มจากการรู้ก่อนว่าโครงการนั้นให้น้ำหนักกับอะไร แล้วจึงหาวิธีจัดการเงื่อนไขส่วนอื่นให้เหมาะสมที่สุด
ในด้าน Safety บริษัทมีคู่มือและข้อกำหนดในการทำงาน รวมถึงการ Training พนักงานอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่สูง ขณะที่ในแต่ละโครงการก็มีทั้งสถาปนิกและวิศวกรเข้ามาช่วยดูรายละเอียดของงานและโครงสร้างตามความเหมาะสม
ก่อนเข้าฮอลล์ ต้องซ้อมให้เหมือนขึ้นเวทีจริง

สำหรับงาน Exhibition ที่มีระยะเวลา Set Up จำกัด การพยายามแก้ทุกอย่างในวันติดตั้งไม่ใช่แนวทางที่ D-63 เลือกใช้ บริษัทให้ความสำคัญกับการ Pre-Set และการซักซ้อมก่อนเข้าสถานที่จริง โดยเฉพาะบูธที่มีความซับซ้อน
บางโครงการอาจต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนในการเตรียมงาน ตั้งแต่การผลิต การแยกชิ้นส่วน การทดลองประกอบ ไปจนถึงการวางแผนว่าบูธอยู่ตรงไหน ทางเข้าเป็นอย่างไร และชิ้นส่วนแต่ละส่วนจะเข้าพื้นที่ตามลำดับใด กระบวนการนี้คล้ายกับการซ้อมก่อนขึ้นเวที ทุกส่วนต้องรู้ว่าจะทำอะไรและต้องประกอบเข้าด้วยกันอย่างไร เมื่อเข้าหน้างานจริงจึงสามารถลดจำนวนสิ่งที่ต้องตัดสินใจลงได้
อย่างไรก็ตาม D-63 ไม่ได้คาดหวังว่าหน้างานจะสมบูรณ์แบบ 100% เพราะยังมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ บริษัทจึงเผื่อความผิดพลาดไว้ในแผนประมาณ 10% และเตรียมวิธีรับมือสำหรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจริง เช่น ฝนตกหนัก ลมแรง หรือวัสดุเกิดความชื้นระหว่างการขนส่ง ซึ่งอาจกระทบต่อขั้นตอนการผลิตและติดตั้ง เป้าหมายจึงไม่ใช่การทำให้ไม่มีปัญหาเลย แต่คือการเตรียมงานให้ดีที่สุดและปิดช่องว่างให้มากที่สุด เพื่อให้เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ทีมยังมีทางเลือกในการแก้ไขและรักษาเวลาส่งมอบไว้ได้
เรื่องยากของงาน ไม่ใช่ Technical แต่คือ “ความเข้าใจ”

จากประสบการณ์ของ D-63 ความท้าทายของงาน Exhibition ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากเรื่อง Technical เพราะต่อให้แบบมีความซับซ้อนเพียงใด หากมีเวลา งบประมาณ และทีมงานที่เหมาะสม ก็ยังสามารถหาวิธีจัดการได้
สิ่งที่ยากกว่าคือการทำให้คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าใจตรงกัน ในหนึ่งโครงการมี 3 ฝ่ายหลัก ได้แก่ เจ้าของงาน ดีไซเนอร์ และผู้รับเหมา แต่ในความเป็นจริงยังมีผู้จัดงาน กติกาของสถานที่ และฝ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาอยู่ในสมการด้วย แต่ละฝ่ายมีข้อจำกัดและหน้าที่แตกต่างกัน การสื่อสารที่ไม่ชัดเจนจึงอาจกระทบกับขั้นตอนอื่นต่อเนื่องกันไป โดยเฉพาะงานสถาปนิก D-63 มองว่าเป็นงานที่ต้องอาศัย Collaboration สูง เพราะมีทั้งเจ้าของงาน ดีไซเนอร์ และผู้รับเหมาที่เข้ามามีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด รวมถึงต้องแสดงทั้งศักยภาพของดีไซเนอร์ ผลิตภัณฑ์ วัสดุ และนวัตกรรมในพื้นที่เดียวกัน
ดังนั้น ความสำเร็จของโครงการจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้รับเหมาเพียงฝ่ายเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการที่ทั้งสามฝ่ายเข้าใจตรงกันทั้งในเรื่องคุณภาพ ปริมาณ และความต้องการของงาน และพร้อมสนับสนุนกันในฐานะทีมเดียวกัน
Sustainability ไม่ใช่ข้อจำกัด แต่คือโจทย์ใหม่ของงาน Exhibition

สำหรับ D-63 การทำงานด้าน Sustainability ไม่ใช่เรื่องที่ค่อยนึกถึงหลังจบงาน แต่ควรเริ่มตั้งแต่ช่วง Brief และ Conceptual Design เพราะการเลือกวัสดุและวิธีการก่อสร้างตั้งแต่ต้นสามารถช่วยลดทั้งขั้นตอนการทำงาน การขนส่ง และการใช้ทรัพยากรได้ บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการคำนวณคาร์บอน พร้อมให้คำแนะนำเรื่องวัสดุ Modular และผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ โดยคุณศุภลักษ์ยกตัวอย่าง Beam Aluminium ที่รวมระบบไฟไว้ในตัว ช่วยลดขั้นตอนการ Set Up และสามารถนำกลับมาใช้งานต่อได้ ทำให้หนึ่งองค์ประกอบสามารถทำหน้าที่ได้หลายอย่างในกระบวนการเดียว ทั้งลดเวลาในการติดตั้ง ลดการทำงานซ้ำ และลดทรัพยากรที่ต้องใช้ในแต่ละงาน
ในมุมของ D-63 แนวคิดนี้กำลังขยับจากการทำ Sustainability แบบเดิม ๆ ไปสู่การคิดในระดับระบบหรือ Regenerative มากขึ้น ไม่ใช่เพียงถามว่าวัสดุหลังจบงานจะถูกนำไปไหน แต่ต้องคิดตั้งแต่ต้นว่า จะเลือกผลิตภัณฑ์และวิธีการทำงานอย่างไรให้ลดการใช้ทรัพยากร ลดการขนส่ง ลดขั้นตอน และลดการปล่อยคาร์บอนได้ตลอดกระบวนการ
อย่างไรก็ตาม D-63 ไม่ได้มองว่า Sustainability ควรต้องแลกกับความสวยงามหรือความคิดสร้างสรรค์ เพราะงาน Exhibition ยังต้องมีพลังมากพอที่จะดึงคนให้เข้ามาชม ถ่ายภาพ พูดถึง และสร้างผลลัพธ์ให้กับแบรนด์ โจทย์จึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “งานที่สวย” กับ “งานที่ยั่งยืน” แต่คือการหาวิธีทำให้งานยังโดดเด่นและสร้างผลลัพธ์ได้ ขณะเดียวกันก็ใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ
Sustainability จึงไม่ได้หมายถึงการลดความคิดสร้างสรรค์ลง แต่เป็นโจทย์ใหม่ที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องคิดมากขึ้นตั้งแต่ต้น และหาจุดพอดีระหว่าง ความโดดเด่น ความเป็นไปได้ในการก่อสร้าง ความคุ้มค่า และความรับผิดชอบต่อทรัพยากร ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุดเมื่อเจ้าของงาน ดีไซเนอร์ และผู้รับเหมามีส่วนร่วมกันตั้งแต่ช่วง Brief
ให้ความเป็นไปได้ เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรก

สำหรับ D-63 การทำบูธที่ดีไม่ได้เริ่มต้นวันที่แบบเสร็จสมบูรณ์ หากเริ่มตั้งแต่วันที่ทุกฝ่ายนำโจทย์มาคุยกัน เพราะในระหว่างการออกแบบยังมีรายละเอียดอีกมากที่ต้องพิจารณาร่วมกัน ทั้งวิธีการผลิต วัสดุ งบประมาณ ระยะเวลา และข้อจำกัดของพื้นที่จริง
การให้ผู้รับเหมาเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น จึงไม่ใช่เพียงการช่วยประเมินว่าบูธ “สร้างได้หรือไม่” แต่เป็นการช่วยกันหาวิธีทำให้แนวคิดนั้นเกิดขึ้นได้จริง โดยไม่ต้องรอให้ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อถึงวันติดตั้ง
ในมุมของ D-63 นี่คือบทบาทของผู้รับเหมาที่มากกว่าการก่อสร้าง เพราะเมื่อทุกฝ่ายได้เห็นภาพเดียวกันตั้งแต่ต้น ก็สามารถตัดสินใจได้ว่าควรเก็บอะไรไว้ ควรปรับอะไร และควรลงทุนกับส่วนไหน เพื่อให้สุดท้ายแล้วงานที่เกิดขึ้นจริงยังคงความคิดของผู้ออกแบบ ตอบโจทย์ของเจ้าของงาน และอยู่บนเงื่อนไขที่สามารถทำได้จริง
เพราะสำหรับงาน Exhibition ความท้าทายไม่ใช่การทำให้งานง่ายที่สุด แต่คือการทำให้งานที่ยากและน่าสนใจ เกิดขึ้นจริงได้อย่างสมเหตุสมผล และนี่คือพื้นที่ที่ D-63 อยากมีส่วนร่วมตั้งแต่วันแรก